Saturday, April 16, 2011

ซีรัม

ซีรัม พลาสมา เหมือนกันตรงที่ไม่มีส่วนประกอบของเม็ดเลือดและเกล็ดเลือด
แต่แตกต่างกันที่พลาสมาปกติจะอยู่ในรูปของแข็งเพราะ มี องค์ประกอบในการแข็งตัวของเลือดอยู่
ส่วนซีรัมนั้นปกติจะอยู่ในรูปของเหลวเพราะ ไม่มีี องค์ประกอบในการแข็งตัวของเลือดอยู่
เลือดหมูที่เรารับประทานนั้นคือส่วนที่เป็นซีรัมของหมู เพราะได้จากพลาสมาที่แข็งตัวจากกลไกการแข็งตัวของเลือด จากนั้นมันจะมีแรงดันที่ทำให้มันค่อยๆปริออก และมีน้ำใสๆซึมออกมา่
น้ำใสๆส่วนนั้นแหละ คือ ซีรัม แล้วพวกเราก็เอามาต้ม โปรตีนในซีรัมก็เกิดแปลงสภาพจากความร้อนกลายเป็นเลือดหมูหยุ่นๆที่เรากินกัน
กล่าวได้ว่าซีรัมเกิดจากพลาสมาได้เหมือนกัน ซึ่งโดยปกติเราจะไม่พบพลาสมาในรูปของเหลว แต่เราสามารถรักษาสภาพมันให้เหลวได้โดยไม่ให้มันแข็งตัว ด้วยการเติมสารป้องกันการแข็งตัวของเลือดลงไปนั่น คือ เฮพาริน

--------------------------------------------------
ความหมายของPlasma ในทางโลหิตวิทยา หมายถึงส่วนของเลือดที่เป็นของเหลวทั้งหมด โดยแยกส่วนที่เป็นcells ทั้งหมดออก ซึ่งได้แก่ red blood cell, white blood cell ,
และ platelet ดังนั้นเลือดในร่างกายของเราที่กำลังไหลเวียนอยู่ก็ย่อมมีส่วนที่เป็นplasmaอยู่ด้วยและเราสามารถแยกplasmaออกจากส่วนเม็ดเลือดได้ โดยที่ยังเป็นของเหลวอยู่
เช่นเลือดที่มีผู้บริจาค คลังเลือดจะเอาไปcentrifugeแยกเอาส่วนเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและplateletออก เหลือส่วนที่เป็นplasma เอาไว้ให้ผู้ป่วยที่ต้องการได้
จะเห็นว่าในplasmaยังมีสารที่สามารถทำให้เลือดแข็งตัวได้อยู่ครบ จึงให้ผู้ป่วยที่มีปัญหาเลือดออกจากการขาดproteinที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้(โรคhemophilia)
ในการเก็บรักษาplasmaต้องแช่แข็งที่อุณหภูมิต่ำมาก น้ำในplasmaจึงแข็งตัวจากความเย็นจัด ไม่ใช่จากปฏิกิริยาการแข็งตัวของเลือด (coagulation) เราเรียกว่า Fresh Frozen Plasma(FFP)
ส่วนserum หมายถึงส่วนของเหลวของเลือดที่ได้จากการทิ้งให้เลือดเกิดการแข็งตัวแล้วเกิดการแยกตัวของส่วนที่เป็นcellsและproteinการแข็งตัว(coagulation factors)
ดังนั้นของเหลวนี้จึงไม่มีทั้งส่วนที่เป็นcellเม็ดเลือดทั้งหมาย รวมทั้งสารproteinที่ใช้ในการทำให้เลือดแข็งตัวด้วย(เพราะถูกใช้ไปหมดแล้วในกระบวนการแข็งตัวของเลือด)
ในserumจะยังคงมีพวกสารภุมิต้านทาน(antibodies)ต่างๆอยู่ ดังนั้นถ้าเราเอาserumของคนที่มีระดับantibodyสูงๆต่อสารพิษหรือเชื้อโรคบางชนิด
ก็สามารถให้กับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ได้เหมือนกัน(แต่ต้องทำการตรวจความเข้ากันได้เหมือนกับการให้เลือด เพราะในserumยังมีสารanti-A,anti-Bอยู่) การแยกserum
ทำได้ง่ายๆเพียงแต่เจาะเลือดออกมา ใส่ขวดแก้วหรือหลอดแก้วสะอาดทิ้งไว้ไม่ช้าเลือดจะแข็งตัวเหมือนกับวุ้นที่แข็งตัว ตั้งทิ้งไว้ต่อไป(ถ้าอุณหภูมิห้องไม่เย็นเกินไป)
เลือดที่แข็งตัวจะหดตัวเป็นก้อนถ้าการหดตัวปกติจะเป็นก้อนทรงกระเปาะ แยกออกจากส่วนที่เป็นของเหลวสีเหลือง เราเรียกของเหลวที่ได้นี้ว่า serum

สรุปว่าplasma และserum ต่างก็เป็นของเหลว แต่ว่าplasmaยังมีพวก coagulation factors ทั้งหลายอยู่ครบ ส่วนserum
เป็นของเหลวของเลือดที่ไม่มีพวกcoagulation factorsเพราะถูกใช้ไปในกระบวนการแข็งตัวของเลือดหมดแล้ว
เลือดหมูที่เรานำมาปรุงอาหาร เป็นเลือดหมูทั้งหมดคือส่วนที่เป็นเม็ดเลือดและส่วนที่เป็นplasmaที่เกิดปฏิกิริยาการแข็งตัวของเลือดขึ้น
แต่ยังไม่เกิดภาวะclot retraction เรานำมาต้มเพื่อหยุดปฏิกิริยาclot retraction จึงได้เลือดหมูนิ่มๆมารับประทานกันเป็นที่น่าอร่อย
ถ้าทิ้งไว้จนเกิดภาวะclot retractionแล้วมันคงจะแข็งไม่น่ากินแน่
http://www.vcharkarn.com/vcafe/60736

เจียวกู้หลาน ช่วย Mononuclear cells

เจียวกู้หลาน , เจียวกู่หลาน, เจียวกูหลาน, เจียวกูหลัน, เจียวกู้หลัน คนไทยเรียก ปัญจขันธ์ หรือ เบญจขันธ์ เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ทั่วๆ ไปในทวีป เอเซีย เป็นพืชล้มลุก คนไทยเข้าใจว่าเจียวกู้หลานเป็นสมุนไพรที่นำเข้ามาจากประเทศจีน แต่จริง ๆ แล้ว เจียวกู้หลานก็มีในประเทศไทย มีมานานแล้ว แต่ในประเทศไทย ไม่มีการจดบันทึกประวัติ คนไทยเรามีหลักฐานปรากฎว่าเริ่มมีการจดบันทึกกันเป็นหลักฐานก็สมัยสุโขทัย เพราะตามประวัติศาสตร์ไทยเริ่มมีการนำอักษรที่พระร่วง หรือ พ่อขุนรามคำแหงมาใช้กัน แต่ในประเทศจีนมีการจดบันทึกกันมาอย่างยาวนาน กล่าวคือ เจียวกู้หลาน , เจียวกู่หลาน, เจียวกูหลาน, เจียวกูหลัน, เจียวกู้หลัน คนไทยเรียก ปัญจขันธ์ หรือ เบญจขันธ์
ว่าเป็นโสมใต้ เป็นอมตะสมุนไพรที่ฮ่องเต้ จีนใช้บำรุงร่างกายเป็นต้น
เจียวกู้หลาน , เจียวกู่หลาน, เจียวกูหลาน, เจียวกูหลัน, เจียวกู้หลัน คนไทยเรียก ปัญจขันธ์ หรือ เบญจขันธ์ ในที่นี้ขอเรียกว่า " เจียวกู้หลาน"


เจียวกู้หลาน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gynostemma pentaphyllum Makino.
ชื่อวงศ์ : Cucurbitaceae
ชื่อภาษาอังกฤษ : Miracle grass (หญ้ามหัศจรรย์),
Southern ginseng (โสมภาคใต้), 5-Leaf ginseng (โสมห้าใบ)
ชื่อจีน : เจียวกู่หลาน เซียนเฉ่า (สมุนไพรอมตะ)
ชื่อญี่ปุ่น : อะมาซาซูรู (ชาหวานจากเถา)
ลักษณะของเจียวกู้หลาน
พืชเป็นพืชล้มลุกชนิดเถา เลื้อยขนานกับพื้นดิน รากงอกออกจากข้อเป็นประเภทแตงน้ำเต้า มีใบ 3-5 ใบ ด้านบน และด้านล่างใบมีขนอ่อนสีขาวปกคลุม เป็นพืชขึ้นตามธรรมชาติ ส่วนที่นำมาใช้คือส่วนเหนือดินของพืชที่มีอายุ 4-5 เดือน ขึ้นไป
การศึกษาวิจัยปัญจขันธ์ : เจียวกู้หลานมี 2 ชนิด
1.ชนิดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ให้เภสัชสารมากกว่าเจียวกู้หลานปลูก
2.เจียวกู้หลานปลูก นำพันธุ์ มาปลูกตามที่ต่าง ๆ
การศึกษาด้านเพาะปลูก
กระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยสมุนไพร ได้ร่วมมือกับ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จังหวัดเชียงใหม่ ส่งเสริมให้มีการเพาะปลูกพืชสมุนไพรในพื้นที่ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปใช้ในงานวิจัยของสถาบัน โดยเบื้องต้นได้คัดเลือก เจียวกู้หลาน หรือ ปัญจขันธ์ ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ทางสถาบันกำลังดำเนินการอยู่ และส่งเสริมให้เกษตรกรในท้องถิ่นปลูกเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และการศึกษาวิจัยร่วมกันถึงวิธีการปลูก การเก็บเกี่ยว และการขยายพันธุ์ จากการดำเนินการที่ผ่านมาพบว่าผลการผลิต เจียวกู้หลาน หรือ ปัญจขันธ์จากพื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณสารสำคัญสูงตามเกณฑ ์มาตรฐาน และไม่มีสารปนเปื้อนซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพได้เป็นอย่างดี
การศึกษาวิจัย เจียวกู้หลาน หรือ ปัญจขันธ์ : การศึกษาด้านเภสัชวิทยา
ผลจากการศึกษาวิจัยในห้องปฏิบัติการพบว่าปัญจขันธ์มีสารที่มีฤทธิ์ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้นอนหลับ รักษาแผล ในกระเพาะอาหารลดระดับไขมันในเลือด เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งบางชนิด ยับยั้งการเกาะตัวกันของเกร็ดเลือด ต้านอักเสบ และลดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นต้น และนอกจากนี้การศึกษาพิษเรื้อรังในสัตว์ทดลองพบว่ามีความปลอดภัย
การศึกษาวิจัย เจียวกู้หลาน หรือ ปัญจขันธ์ : องค์ประกอบทางเคมี
ข้อมูลการวิจัยของวิจัยชาวจีนและ ญี่ปุ่นพบว่า เจียวกู้หลาน หรือ ปัญจขันธ์มีสารสำคัญอยู่หลายชนิดที่พบมา เรียกกันทั่วไปว่า Gypenosides เป็นสารจำพวก Saponin ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยกว่า 80 ชนิด และ เจียวกู้หลาน หรือ ปัญจขันธ์ยังประกอบด้วยสารสำคัญคือ Gypenosides เป็นสารประเภทไตรเทอร์ปีนซาโปนิน (Triterpene Saponins) ซึ่งมีสูตรโครงสร้าง คล้ายคลึงกับ
Ginsenosides ที่พบในโสม (Panax ginseng) นอกจากนี้ซาโปนิน ที่พบใน เจียวกู้หลาน หรือ ปัญจขันธ์มีจำนวน 82 ชนิด แต่ซาโปนินที่พบในโสมมีเพียง 28 ชนิด ในจำนวนนี้มี 4 ชนิดที่เหมือนกัน ได้แก่ Gypenosides Rb1 (Gypenoside III หรือ Gynosaponin C), Ginsenosides Rb3 (Gypenoside IV), Ginsenoside Rd (Gypenoside VIII), และ Ginsenoside F3, (Gypenoside XII) นอกจากนี้ยังมี Gypenosides อีก 11 ชนิด ซึ่งมีสูตรโครงสร้างคล้ายคลึงกับ Ginsenosides การใช้ประโยชน์ส่วนนี้จะแตกต่างกันบ้าง กล่าวคือ โสมเป็นสมุนไพรร้อน แต่ เจียวกู้หลาน หรือ ปัญจขันธ์ เป็นสมุนไพรเย็น

การศึกษาวิจัย เจียวกู้หลาน หรือ ปัญจขันธ์ : องค์ประกอบทางเคมีในห้องทดลอง
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ดำเนินการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดเจียวกู่หลานต่อระบบภูมิคุ้มกันแบบอาศัยเซลล์ของหนูถีบจักรที่ถูกกดภูมิคุ้มกันโดยการ ฉายรังสีแถบแกมมาขนาด 4 Gy ก่อนให้สารสกัดขนาด 32 มก./กก./วัน และขนาด 160 มก./กก./วัน เป็นเวลา 10 วัน พบว่าการแบ่งตัวของ
ลิมโฟซัยท์เมื่อถูกกระตุ้นด้วย PHA, LPS และ ConA กลับสู่สภาวะปกติในวันที่ 15 ของการศึกษา เมื่อทดสอบโดยใช้ mononuclear cells จากกระแสเลือดของคนปกติ พบว่าสารสกัดเจียวกู่หลานช่วยเพิ่มการ แบ่งตัวของ ลิมโฟซัยท์ อย่างมีนัยสำคัญที่ความเข้มข้นตั้งแต่ 1 ng/ml ถึง 100 g/ml รวมทั้งแสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์เอชไอวีโปรทีเอสในหลอดทดลองได้ผลดี
เมื่อทดสอบความเป็นพิษทั้งพิษเฉียบพลันและพิษเรื้อรังของสารสกัดเจียวกู่หลานในหนูขาว พบว่าสารสกัดเจียวกู่หลานมีความปลอดภัยสูงแม้ว่าจะให้สารสกัดในขนาดสูงถึง 750 มก./กก./วัน
จากการศึกษาความปลอดภัยของสารสกัดเจียวกู่หลานในอาสาสมัครจำนวน 30 ราย โดยกำหนดเกณฑ์คัดเลือกอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ และเกณฑ์การเลิกการเข้าร่วมการศึกษาอย่างชัดเจน
มีการสัมภาษณ์ ตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการทุก 2 สัปดาห์เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยา ทางชีวเคมีของซีรัม และต่อระบบภูมิคุ้มกัน โดยมีระยะเวลาศึกษาประมาณ 3 เดือน
โดยคัดเลือกอาสาสมัครตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งอาสาสมัครเป็น 2 ชุดๆละ 15 คน ให้อาสาสมัครชุดที่ 1 รับประทานสารสกัดเจียวกู่หลานแคปซูลครั้งละ 1 แคปซูล (gypenosides 40 มก./แคปซูล)
หลังอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ติดต่อกันนาน 2 เดือน และอาสาสมัครชุดที่ 2 รับประทานสารสกัดเจียวกู่หลานแคปซูลครั้งละ 2 แคปซูล (gypenosides 40 มก./แคปซูล) หลังอาหาร วันละ 2 ครั้ง
เช้า-เย็น ติดต่อกันนาน 2 เดือน เพื่อประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการเสริมภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ ผลการศึกษาพบว่า เมื่อให้อาสาสมัครรับประทานสารสกัดเจียวกู่หลานแคปซูลครั้งละ 1-2 แคปซูล (gypenosides 40 มก./แคปซูล) วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันนาน 2 เดือน มีความปลอดภัย และไม่พบอาการผิดปกติใดๆ ดังนั้นจึงสมควรศึกษาประสิทธิผลทางคลินิกเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพต่อไป
การใช้ประโยชน์
สรรพคุณ ทั้งต้นตั้งแต่ยอดถึงรากมีส่วนประกอบสำคัญเท่ากับโสมถึง 6 ชนิดรวมกัน ช่วยเสริมสร้างพลัง ช่วยรักษาโรคเฉียบพลันและร้ายแรงของคนวัยกลางคนจนถึงวัยชรา เช่น โรคเส้นเลือดใหญ่อุดตัน ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ เบาหวาน หอบหืด และโรคมะเร็ง นอกจากนั้นยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้เข้มแข็ง มีพลัง ทำให้ร่างกายมีความต้านทานโรค ระบาดได้ และรู้สึกกระชุ่มกระชวย "ฟื้นความหนุ่มสาว" กลับคืนมาอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ซึ่งผลการศึกษาวิจัยช่วยให้นอนหลับดี ต้านอนุมูลอิสระ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ลดระดับไขมันในเลือด เสริมระบบภูมิคุ้มกันยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด เสริมส่งกระบวนการเมตตาบอริซึ่ม ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีมาก
ข้อมูลการวิจัยเพิ่มเติม

ในปี 2543 กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ทำการวิจัยพบสารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มอีก ถึง 3 ชนิด คือ เควอซิติน ( Quercetin ) เคมเฟอรอล ( Kaempferol ) เป็นสารกลุ่ม ฟลาโวนอยส์ ( Flavonoids ) มีคุณสมบัติ: ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก ทำให้กระแสเลือดหมุนเวียนดี และหลอดเลือดแข็งแรง ยับยั้งการก่อสารมะเร็งเลือด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ ลดอาการแพ้ ยืดอายุเม็ดเลือดขาว โพลีฟีนอล (Polyphenols) มีฤทธิ์ป้องกันอนุมูลอิสระ ลดความเครียด เนื่องมากจากความไม่สมดุลของร่างกาย ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอกเลือดหัวใจ มะเร็งลำไส้ และ มะเร็งกระเพาะอาหาร ลดคลอเรสเตอรอล เจียวกู่หลาน ช่วยปรับลดระดับคลอเลสเตอรอลชนิด LDL กรดไขมันที่เสีย ที่ทำให้เกิดการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ จึงเท่ากับ ลดความเสี่ยงในการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน รักษาสมดุลให้รดไขมัน ชนิด HDL กรดไขมันดี ทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันได้ดี และลดกรดไขมันอิสระที่เกิดขึ้นเกิดจากการแปรสภาพของกรดไขมันเสีย อีกทั้งเจี่ยวกู้หลานนั้นยังเป็นสมุนไพรประเภทชงคล้ายชา ( ไม่รวมชา ) แต่จะไม่มีสารคาเฟอีน จึงไม่ทำให้เรานอนไม่หลับ
อ้างอิง จากสาราณุกรม เสรี
*******************************************************************************************************
สมุนไพรใน เจียวกู้หลาน ทำงานและเกี่ยวข้องกับการจัดการ และ ส่งผลไปถึง
Mononuclear cells - ต่อพ่วงโมโนนิวเคลียร์เซลล์ในเลือด
โมโนนิวเคลียสเซลล์เม็ดเลือด (PBMC) เป็นใด เลือด เซลล์ ที่มีนิวเคลียสรอบ [1] . ตัวอย่างเช่น lymphocyte , monocyte หรือ macrophage .
เซลล์เม็ดเลือดเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญใน ระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อและปรับตัวเข้ากับผู้บุกรุก ประชากรประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาว
T (CD4 และ CD8 บวก ~ 75%), เซลล์ B และเซลล์เอ็นเค (~ 25% รวมกัน)
เซลล์เหล่านี้มักจะสกัดจากเลือดรวมใช้ Ficoll , polysaccharide ชอบน้ำที่แยกชั้นของเลือดที่มี monocytes และ lymphocytes ขึ้นรูป เคลือบ Buffy
ภายใต้พลาสม่าชั้น นี้มีเสื้อ Buffy PBMCs นอกจากนี้ PBMC สามารถสกัดได้จากเลือดใช้ lysis hypotonic ที่ชอบมากกว่าจะ lyse เซลล์เม็ดเลือดแดง
วิธีนี้ส่งผลให้ใน Neutrophils และเซลล์อื่น ๆ polymorphonuclear (PMN) ซึ่งมีความสำคัญในการป้องกันการได้รับภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด
PBMCs ใช้กันอย่างแพร่หลายในการวิจัยและทางคลินิกจะใช้ทุกวัน เอชไอวี การวิจัยจะใช้พวกเขาเพราะ PBMCs รวมถึงเซลล์ CD4 + ซึ่งเป็นเซลล์ที่ติดเชื้อเอชไอวี
ดูยัง เซลล์ในเลือด ( เซลล์เม็ดเลือดเป็น เซลล์ ส่วนประกอบของ เลือด ประกอบด้วย เซลล์เม็ดเลือดแดง , เซลล์เม็ดเลือดขาว และ เกล็ดเลือด ซึ่งอยู่ภายในสระว่ายน้ำไหลเวียนของเลือดและไม่
sequestered ภายใน ระบบน้ำเหลือง , ม้าม , ตับ หรือ ไขกระดูก )
เซลล์เม็ดเลือดขาวหรือเม็ดเลือดขาว (WBC 's) เม็ดเลือดขาวสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มและโมโนนิวเคลียร์เซลล์ granulocytic
เม็ดเลือดขาวมีส่วนร่วมในรูปแบบต่างๆกับร่างกายของกลไกการป้องกัน เซลล์ที่ปรากฏในภาพบนเป็นเซลล์โมโนนิวเคลียร์ในกรณีนี้ monocyte
เซลล์ที่ปรากฏในภาพล่างเป็น granulocyte, ในกรณีนี้ neutrophil เซลล์เหล่านี้จะนำเสนอในรายละเอียดอื่น ๆ อีกมากมายในภายหลัง
โมโนนิวเคลียร์เซลล์ : เซลล์เม็ดเลือดขาวและ monocytes
เม็ดเลือดขาวโมโนนิวเคลียร์ประกอบด้วยสองประเภทคือเซลล์ : เซลล์เม็ดเลือดขาวและ monocytes ในทางตรงกันข้ามเพื่อ granulocytes,
เซลล์เหล่านี้มีนิวเคลียสกลมหรือบางคนที่มี indentations เท่า เม็ดจะไม่โดดเด่น
สมุนไพร เจียวกู้หลาน หรือ ปัญจขันธ์มีศักยภาพเชิงพาณิชย์และมีประโยชน์ทั้งเป็นผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ เนื่องจากมีประวัติการใช้ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านมาเป็นเวลายาวนาน
และมีรายงานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนทั้งด้านเภสัชศาสตร์ ด้านเคมี และด้านพิษวิทยา จึงได้มีการนำสมุนไพรชนิดนี้มาพัฒนาเป็นสมุนไพร เจียวกู้หลาน หรือ ปัญจขันธ์ซึ่ง ได้มีการใช้กระบวน การทางวิทยาศาสตร ์ในการควบคุมขบวนการเตรียมวัตถุดิบ การผลิตผลิตภัณฑ์และควบคุมปริมาณสารสำคัญ ซึ่งแสดงถึงการเพิ่มมูลค่าของ วัตถุดิบสมุนไพร เจียวกู้หลาน หรือ ปัญจขันธ์เสริมสุขภาพจากสมุนไพร เจียวกู้หลาน หรือ ปัญจขันธ์ที่มีคุณภาพดี ซึ่งเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค สามารถส่งเสริมการส่งออก ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพจากต่างประเทศได้

เมตาบอลิซึม (METABOLISM)

เมตาบอลิซึม (METABOLISM)
เมตาบอลิซึม คือกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท ได้ดังนี้
1.กระบวนการสังเคราะห์พลังงานจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป เช่น สังเคราะห์เอากรดอะมิโนกับกลูโคส จากคาร์โบไฮเดรต ซึ่งปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์นี้เรียกว่า ปฎิกิริยาอะนาบอลิก โดยมีจะมีการสร้างโมเลกุลใหญ่ๆขึ้นมา เช่น โปรตีนกับไกลโคเจน แล้วนำไปเก็บไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อต่างๆ (เก็บสำรองไว้)
2.กระบวนการสลาย คือการสลายโมเลกุลใหญ่ในข้อ 1 ที่เก็บสำรองไว้นั้น ให้ไปเป็นโมเลกุลเล็ก เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที พลังงานที่ว่านี้ก็คือเรี่ยวแรงที่นำไปใช้ในการออกกำลังกาย ยืน เดิน นั่ง ต่างๆนั่นเอง หมายความว่า มีการสำรองไว้ตามข้อ 1 ก่อน จากนั้น เมื่อไรที่ร่างกายต้องการใช้ ก็จะเข้าสู่ข้อ 2. คือสลายของที่ได้จากข้อ 1. เพื่อนำมาเป็น
เมื่อกล่าวถึงเมแทบอลิซึม (metabolism) ทุกคนก็คงจะทราบว่า “เมแทบอลิซึม คือ ปฏิกิริยาเคมีที่เร่งโดยเอนไซม์เพื่อเปลี่ยนพลังงานและสสารที่ร่างกายรับมาจากสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการดำรงชีพ” แต่บางคนก็คงจะกำลังสงสัยว่าเมแทบอลิซึมกับไฟฟ้าเคมี (electrochemistry) สัมพันธ์กันอย่างไร

ในความเป็นจริงแล้วปฏิกิริยาเคมีสำคัญๆ ที่เกิดในกระบวนการเมแทบอลิซึมนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการให้และการรับอิเล็กตรอน หรือออกซิเดชัน-รีดักชัน (oxidation-reduction reaction) ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญในไฟฟ้าเคมี มาถึงขั้นนี้หลายๆ คนอาจจะพอมองออกแล้วว่า ไฟฟ้าเคมีกับเมแทบอลิซึมสัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งเราจะได้ศึกษาในรายละเอียดกันต่อไป


หลักการของเมแทบอลิซึม คือ การนำเอาสารอาหารและพลังงานแสงมาเปลี่ยนให้เป็นปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งมี 3 อย่าง ได้แก่
1. พลังงานชีวเคมี (biochemical energy) สารชีวเคมีที่สำคัญที่สุด ในกระบวนเมแทบอลิซึม ก็คือ adenosine 5'-triphosphate หรือ ATP เมื่อแตกสลายเป็น adenosine 5'diphosphate (ADP) และฟอสเฟต (Pi) แล้วจะให้พลังงานจำนวนมาก ซึ่งพลังงานนี้จะถูกใช้ในการผลักดันให้ปฏิกิริยาที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น ปฏิกิริยาการรวมตัวเพื่อสร้างโมเลกุล เป็นต้น
2. อิเล็กตรอน (electrons) สารชีวเคมีที่สามารถรับและถ่ายอิเล็กตรอนได้ในเมแทบอลิซึม คือ
nicotinamide adenine dinucleotide หรือ NAD+ เมื่อรับอิเล็กตรอนแล้วจะอยู่ในสภาพรีดิวซ์ (NADH) เมื่อถ่ายอิเล็กตรอนแล้ว ก็จะกลับไปอยู่ในสภาพออกซิไดซ์ (NAD+) ได้เหมือนเดิม
nicotinamide adenine dinucleotide phosphate หรือ NADP+ เมื่อรับอิเล็กตรอนแล้วจะอยู่ในสภาพรีดิวซ์ (NADPH) เมื่อถ่ายอิเล็กตรอนแล้ว ก็จะกลับไปอยู่ในสภาพออกซิไดซ์ (NADP+) ได้เหมือนเดิม
flavin adenine dinucleotide หรือ FAD เมื่อรับอิเล็กตรอนแล้วจะอยู่ในสภาพรีดิวซ์ (FADH2) เมื่อถ่ายอิเล็กตรอนแล้ว ก็จะกลับไปอยู่ในสภาพออกซิไดซ์ (FAD) ได้เหมือนเดิม
ปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการรับและถ่ายโอนอิเล็กตรอน เราเรียกว่าเป็นปฏิกิริยา oxido – reduction หรือปฏิกิริยารีดอกซ์ (redox reaction) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่สำคัญในไฟฟ้าเคมี ซึ่งสารนำอิเล็กตรอนเหล่านี้มีประโยชน์ต่อเมแทบอลิซึมมาก เพราะ
ปฏิกิริยาจำนวนมากในเมแทบอลิซึมเป็นปฏิกิริยาออกซิเดชัน – รีดักชัน
ปฏิกิริยาออกซิเดชัน – รีดักชันบางชนิดให้พลังงานชีวเคมีเพื่อสร้างสาร ATP ได้
3. สารต้นตอสำหรับกระบวนการชีวสังเคราะห์สังเคราะห์ (biosynthetic precursor) ได้แก่สารที่มีโครงสร้างง่ายๆ นับตั้งแต่คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แอมโมเนีย (NH3) อะซิเตต (CH3COO-) รวมไปถึงกลูโคสและกรดอะมิโนที่ร่างกายได้จากการย่อยสลายอาหาร

เม็ดเลือดขาว

เม็ดเลือดขาวชุด ลิมโฟซัยท์ (Lymphocyte) เซลล์อ่อนสุดในระบบนี้ คือ Lymphoblast ซึ่งจะเจริญไปเป็น Prolympholyte และ Lymphocyte ตามลำดับ เด็กๆ จะมีลิมโฟซัยมากกว่าผู้ใหญ่ ความผิดปกติของเซลล์ในระบบนี้จะพบได้เวลามีการติดเชื้อไวรัสบางชนิด มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟซัยท์ยังแบ่งออกเป็น
1. B-Lymphocyte
2. T-Lymphocyte
3. Null-cell (non-B, non-T Lymphocyte)
เซลล์ทั้งสามนี้ถ้าย้อมสีส่องจะดูเหมือนๆ กัน แต่สามารถแยกชนิดได้โดยวิธีการทางอิมมูโนวิทยา B-Lymphocyte จะมีหน้าที่สร้างภูมิต้านทาน เรียกว่า แอนติบอดี (Antibody) หรือ อิมมูโนโกลบูลิน (Immuno Globulin) ในกระบวนการตอบสนองที่เรียกว่า Humorol Immune response ในการกระตุ้นของแอนติเจนโดยมีเซลล์อื่นๆ ร่วมด้วยคือ T-Lymphocyte, Macrophage และสารที่หลั่งจากเซลล์เหล่านี้ เรียกว่า Lymphokines
เซลล์ Lymphocyte นอกจากจะมีส่วนร่วมในการกระตุ้น B-Lymphocyte ให้สร้างแอนติบอดีแล้ว ยังมีหน้าที่ในการตอบสนองต่อการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดใช้เซลล์ (Cell-Meaiated Immune Resonse)
ส่วน Null cell หรือ Natural Killer Cell มีหน้าที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือเซลล์มะเร็งโดยการหลั่งสารที่เรียกว่า NKCF (Natural Killer Cytotoxic Factor)
จะเห็นได้ว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟซัยท์ มีหน้าที่ต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่จึงแยกไปศึกษาในวิชาอิมมูโนวิทยา

ความดันโลหิตต่ำ

ความดันโลหิตต่ำ
เป็นที่ทราบกันว่าโรคความดันโลหิตสูงนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง จึงทำให้ผู้คนเอาใจใส่และให้ความสำคัญทว่าภัยของโรคความดันโลหิตต่ำนั้นคนทั่วไปมักไม่รู้เท่าทัน
เรามักจะพบผู้ป่วยที่มีอาการวิงเวียนหน้ามืด อ่อนเพลีย ไม่สดชื่นแม้ว่านอนหลับและทานอาหารได้ดีตามปกติ อีกทั้งยังเสริมอาหารและวิตามินบำรุงร่างกายอย่างเต็มที่
ส่วนด้านการงานก็ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยและไม่มีความกดดัน ทว่ายังคงรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรง โดยเฉพาะหลักจากรับประทานอาหารมือกลางวันแล้วจะรู้สึกง่วงซึม
เรี่ยวแรงหดหาย นั่งฟุบโต๊ะหาวหวอดๆ จนน้ำหูน้ำตาไหล ไม่มีสมาธิในการทำงานยิ่งไปกว่านั้นอาจมีอาการใจสั่น ขี้หนาว ในขณะที่เพื่อนร่วมงานล้วนคิดว่าอุณหภูมิ
จากเครื่องปรับอากาศกำลังพอเหมาะแต่ตนเองกลับรู้สึกว่าช่างหนาวเย็นจับใจจนต้องสวมเสื้อคลุมทับ แต่พอไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลกลับไม่พบความผิดปกติ
ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรตรวจวัดความดันโลหิตเพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าอาการที่เกิดขึ้นจะเป็นผลมาจากความดันโลหิตต่ำ
อย่างไรถึงเข้าข่ายความดันโลหิตต่ำ
โดยทั่วไปในทางการแพทย์ ความดันโลหิตของผู้ใหญ่ที่ต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท (MmHg) และความดันโลหิตของผู้สูงอายุที่ต่ำกว่า 100/70 มิลลิเมตรปรอท (MmHg)
จะถูกจัดว่าเข้าข่ายความดันโลหิตต่ำ ซึ่งจะพบบ่อยในสตรีที่ร่างกายอ่อนแอ ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นความดันโลหิตต่ำ

ความดันโลหิตต่ำมีชนิดใดบ้าง...
ความดันโลหิตต่ำแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง โดยความดันโลหิตต่ำชนิดเฉียลพลันหมายถึงว่า ความดันโลหิตต่ำลงอย่างฮวบฮาบจากเกณฑ์ปกติ ซึ่งจะแสดงอาการหลัก ๆ คือ หน้ามืดและช็อคหมดสติ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นลมหรือหัวใจล้มเหลว แต่ภาวะความดันโลหิตต่ำที่เราพูดถึงกันโดยทั่วไปนั้นหายถึงความดันโลหิตต่ำชนิดเรื้อรัง ซึ่งแบ่งประเภทได้ดังต่อไปนี้

1.ความดันโลหิตต่ำที่เป็นมาแต่กำเนิดหรือไม่ทราบสาเหตุ: ส่วนใหญ่พบว่าเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมหรือรูปร่างที่อ่อนแอผอมบาง ซึ่งมักจะพบในหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียวและผู้สูงอายุ บางรายไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใด ๆ แต่ในรายที่เป็นมากอาจจะมีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ใจสั่น วิงเวียน ศีรษะ ปวดศีรษะหรืออาจจะถึงขั้นเป็นลม โดยเฉพาะในหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงอาการจะยิ่งชัดเจนขึ้น

2.ความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนอิริยาบถ: หมายถึงความดันโลหิตจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนท่าทางจากการนอนมาเป็นการนั่งหรือยืนในทันที หรือมีการยืนนาน ๆ ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ส่งผลให้สมองทำงานผิดปกติจนเกิดอาการเวียนศีรษะ ตาพร่า คลื่นไส้ ใจสั่น ปวดต้นคอ ปวดหลังฯลฯ

3.ความดันโลหิตต่ำจากการใช้ยาหรือการเจ็บป่วยของร่างกาย: เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ โรคมะเร็ง โรคตับอักเสบ วัณโรค โรคหัวใจรูมาติก ขาดสารอาหารเรื้อรัง ยาลดความดันโลหิต ยากกล่อมประสาท ยาต้านโรคซึมเศร้า เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงใช้ยาความดันมากเกินขนาดเพื่อให้ความดันโลหิตต่ำลงโดยเร็วและลดต่ำลงมากยิ่งขึ้น ก็จะส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างเฉียบพลันหลังปัสสาวะ เนื่องจากปัสสาวะถูกขับออกไปทำให้ความดันในช่องท้องลดต่อลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่กลับไปสู่หัวใจลดน้อยลงด้วย ทำให้เกิดอาการเป็นลมเนื่องจากความดันโลหิตต่ำลงอย่างเฉียบพลันซึ่งมักจะเกิดขึ้นในระหว่างที่ผู้สูงอายุตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึง

โรคความดันโลหิตต่ำมีอาการอย่างไร

ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำบางรายจะไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใด ๆ แต่บางรายจะมีอาการหูอื้อ ปวดศีรษะ ตาลาย ปวดหลังและบั้นเอว มือเท้าเย็น อ่อนเพลีย สมองล้า ขี้หลงขี้ลืม ขาดสมาธิ หรือรู้สึกว่าสมองถูกบีบคั้น ปวดแสบปวดร้อน หรือท้องเดิน ท้องผูก มีแก๊สสะสมในลำไส้ ท้องอืดท้องเฟ้อ อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือประจำเดือนมาผิดปกติ ฯลฯ

อันตรายจากความดันโลหิตต่ำไม่อาจมองข้ามได้

คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าความดันโลหิตและไขมันในเลือดนั้นเหมือนกันคือยิ่งต่ำยิ่งดี ทว่าแม้จะต่ำก็ต้องมีขีดจำกัด หากความดันโลหิตต่ำเกินไปย่อมส่งผลร้ายต่อร่างกาย ทำให้เลือดไหลเวียนช้าลง เลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ง่ายต่อการเกิดลิ่มเลือดทำให้หลอดเลือดอุดตัน หลอดเลือดฝอยส่วนปลายในร่างกายขาดเลือดไปเลี้ยง รวมท้งเกิดการคั่วของคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียจากกระบวนการเมตาบอลิซึมและที่สำคัยคือ อาจจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสมองเนื่องจากขาดออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อเลี้ยง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หน้ามืด ขี้หลงขี้ลืมสมองล้า ไม่มีสมาธิฯลฯ หากไม่มีการบำบัดอย่างทันท่วงทีอาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายลดลง ความสามารถในกาองมองเห็นและการได้ยินลดลง อ่อนเพลียซึมเศร้าก่อให้เกิดอาการอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุหรือเป็นตัวเร่งอาการให้หนักขึ้นหรืออาจส่งผลให้หกล้มเนื่องจากเป็นลม ทำให้กระดูกหักได้ อีกทั้งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบตันหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดด้วย

การแพทย์จีนมีวิธีบำบัดโรคความดันโลหิตต่ำอย่างไร...

การแทพย์จีนได้จัดโรคความดันโลหิตต่ำให้อยู่ในกลุ่มโรคที่เกิดจากการพร่องลงของพลังซี่และเลือดในร่างกายหรือที่เรียกว่าชี่พร่อง-เลือดพร่องนั่นเอง เลือดกับพลังชี่มีคุณสมบัติต่างกันคือ เลือดเป็นหยินชอบอยู่นิ่งและให้ความชุ่มชื้น ส่วนพลังชี่เนหยางชอบความเคลื่อนไหวและให้ความอบอุ่น ความสัมพันธ์ของเลือดกับพลังชี่แท้ที่จริงแล้วก็คือความสัมพันธ์ของหยิน-หยางในระบบการไหลเวียนของเลือดนั่นเอง

-เลือดกับพลังชี่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน; กระบวนการเกิดและการสร้างเลือดต้องอาศัยพลังชี่และการเคลื่อนไหวของพลังชี่ ถ้าพลังชี่สมบูรณ์ เลือดก็จะสร้างขึ้นมาได้อย่างเพียงพอ และในทางกลับกันพลังชี่ก็ต้องอาศัยเลือดไปหล่อเลี้ยงและให้ความชุ่มชื้น การไหลเวียนของเลือดจะนำพาพลังชี่ไปสู่ทุก ๆ เซลล์ของร่างกาย ถ้าเลือดพร่องลง พลังชี่ก็จะพร่องตามไปด้วย ทำให้ชี่พร่องและเลือดพร่องมักจะเกิดขึ้นร่วมกันอยู่เสมอ

-พลังชี่ผลักดันการไหวเวียนของเลือด: เลือดเป็นหยินชอบอยู่นิ่งไม่สามารถไหลเวียนได้เองต้องอาศัยแรงผลักดันจากพลังชี่ จึงกล่าวได้ว่า พลังวิ่งเลือดเดิน พลังนิ่งเลือดหยุด ถ้าพลังชี่พร่องลง เลือดก็จะไหลเวียนช้าลง ทำให้ชี่และเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงร่างกายอย่างทั่วถึงส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ อวัยวะต่าง ๆ ได้รับการหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอจนเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้

การแพทย์แผนจีนจึงนิยมให้วิธีบำรุงชี่-บำรุงเลือดเพื่อบำบัดภาวะความดันโลหิตต่ำ เมื่อชี่-เลือดในร่างกายสมบูรณ์ขึ้น ความดันโลหิตก็จะค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติอาการต่าง ๆ ที่เกิดจากโรคความดันโลหิตต่ำก็จะทุเลาลงหรือหายไปในที่สุด

วิธีการดูแลร่างกายสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำ


1.วัดความดัน: หมั่นวัดระดับความดันโลหิตของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงของระดับความดันโลหิตในร่างกาย

2.พักผ่อนให้เพียงพอ: ความเหน็ดเหนื่อย การนอนหลับไม่เพียงพอต่างก็ยิ่งทำให้ความดันโลหิตต่ำลง ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการตรากตรำทำงานเกินควร หลีกเลี่ยงการนอนดึก และเวลานอนหลับไม่ควรนอนหนุนหมอนที่ต่ำเกินไป

3.หลีกเลี่ยงการยืนนาน ๆ หรือเปลี่ยนอิริยาบทอย่างรวดเร็วเกินไป: การเก็บของไม่ควรก้มศีรษะลงโดยตรงแต่ควรทรุดตัวนั่งยอง ๆ ลงก่อน ยามตื่นนอนไม่ควรลุกยืนขึ้นมาในทันทีทันใด แต่ควรรอให้แน่ใจว่าร่างกายเข้าที่เข้าทางแล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้น

4.ใส่ใจสภาพแวดล้อมและการแต่งกาย: ไม่ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศร้อนอบอ้าวนานเกินไป เพราะจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว ความดันโลหิตต่ำลง นอกจากนี้การผูกเน็คไทแน่นเกินไป การสวมเสื้อที่มีปกเสื้อสูงหรือคอเสื้อแคบเกินไปอาจจะไปกดทับหลอดเลือดแดงบริเวณต้นคอส่งผลให้ความดันต่ำลงจนหน้ามืดเป็นลมได้

5.เพิ่มสารอาหารให้เพียงพอ: ผู้ที่มีแนวโน้มเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำนั้น หากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจะทำให้ความดันโลหิตยิ่งต่ำลงไปอีก แต่หากเสริมอาหารให้เพียงพอจะช่วยให้ความดันโลหิตเข้าใกล้ระดับปกติมากยิ่งขึ้นอาการที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ก็มีโอกาสที่จะลดลงหรือหายไปได้
6.ลดการรับปรทานอาหารที่ทำให้ความดันโลหิตต่ำลง: เช่น เชลเลอรี ฟักเขียว ถั่วเขียว มะระ หอมหัวใหญ่ สาหร่ายทะเล หัวไชเท้า เป็นต้น

7.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายทำให้ระบบประสาทเกิดความสมดุล หลอดเลือดหัวใจแข็งแรงทั้งยังรักษาความดันโลหิตต่ำให้ดีขึ้น

8.เลือกประเภทการออกกำลังอย่างเหมาะสม: ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนอิริยาบท ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่ต้องยืนนาน ๆ หรือต้องเปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ ส่วนผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำจากโรคภัยไข้เจ็บในร่างกายก่อนการออกกำลังควรตรวจสอบสมรรถภาพร่างกายก่อนทางที่ดีควรออกกำลังภายใต้คำแนะนำของแพทย์และครูผู้เชี่ยวชาญ

9.ใช้ยาอย่างระมัดระวัง: หากต้องไปพบแพทย์เนื่องจากอาการเจ็บป่วยใด ๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้าว่าตนมีอาการความดันโลหิตต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลงไปอีก

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Kaempferol คือเฟอรอลคืออะไร

Kaempferol คือเฟอรอลคืออะไร
เฟอรอลบริสุทธิ์เป็นผงสีเหลือง Amphoral เป็นหนึ่งใน flavonoids สำคัญที่สุดและแพร่หลายมากที่สุด (มีทั่วไป C6 - C3 - C6 โครงสร้าง)
ฟอรอลเป็นปัจจุบัน flavonoid ในแหล่งธรรมชาติต่างๆรวมถึงแอปเปิ้ล, หัวหอม, กระเทียม, ผลไม้เช่นมะนาว, องุ่น, ไวน์แดง, gingko biloba, สาโทเซนต์จอห์น
ประโยชน์ต่อสุขภาพของเฟอรอล
Keampferol เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แข็งแกร่งและยังช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดเป็นเซลล์ไขมันของเราและดีเอ็นเอ
เฟอรอลดูเหมือนว่าจะป้องกันภาวะหลอดเลือดโดยการยับยั้งการออกซิเดชันของไลโปโปรตีนความหนาแน่นต่ำและการก่อตัวของเกล็ดเลือดในเลือด
การศึกษาได้รับการยืนยันว่ายังทำหน้าที่เป็นตัวแทน chemopreventive เฟอรอลซึ่งหมายความว่าจะยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง
ในหลอดทดลองโดย Jan Kowalski et al (เภสัชวิทยารายงาน, 2005) พบว่าเฟอรอลยับยั้งโปรตีน chemoattractant monocyte
(MCP - 1) MCP - 1 มีบทบาทในขั้นตอนเริ่มต้นของการเกิดคราบจุลินทรีย์หลอดเลือด

และเฟอรอล flavonoids quercetin ดูเหมือนว่าจะทำหน้าที่ synergistically ในการลดการเพิ่มจำนวนเซลล์ของเซลล์มะเร็งซึ่งหมายความว่าการรักษาร่วมกับ
quercetin และเฟอรอลจะมีประสิทธิภาพมากกว่าผลบวกของแต่ละ flavonoid นี้ถูก Ackland สรุป ML จากการศึกษาโดย et al (In Vivo, Feb 2005)
เรื่อง"การดำเนินการ antiproliferative กันอย่างลงตัวของ quercitin flavonols และเฟอรอลในการเพาะเลี้ยงเซลล์มะเร็งของมนุษย์""

การศึกษา"ยับยั้งการเจริญของฟังก์ชั่นพีไกลโคโปรตีนและการแสดงออกโดยเฟอรอลและ quercetin"โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่,
ไทย, เฟอรอลพบว่าสามารถช่วยในการต่อสู้กับโรคมะเร็งเพราะจะช่วยลดความต้านทานของเซลล์มะเร็งต่อยาต้านมะเร็งเช่น vinbalstine และ paclitaxel

ภูมิคุ้มกัน

วิทยาภูมิคุ้มกัน หรือ วิทยาอิมมูน (อังกฤษ: Immunology) เป็นสาขาวิชาหนึ่งในวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ครอบคลุมความรู้เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันในสิ่งมีชีวิต
โดยมีเนื้อหาครอบคลุมกลไกการทำงานทางสรีรวิทยาของระบบภูมิคุ้มกันทั้งในสภาพร่างกายที่ปรกติและเมื่อเกิดพยาธิสภาพขึ้น
พยาธิสภาพอาจจะเกิดจากสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกเช่น เชื้อโรคหรือจากสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ (allergen) รวมทั้งโรคที่มีความผิดปรกติทางระบบภูมิคุ้มกันเช่น
โรคภูมิคุ้มกันต่อต้านร่างกายตัวเอง (autoimmune) โรคภูมิคุ้มกันไวผิดปรกติ (hypersensitivity) โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
(immunodeficiency) ภาวะการต่อต้านอวัยวะใหม่ (graft rejection) เป็นต้น นอกจากนี้วิชาภูมิคุ้มกันวิทยายังได้ศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับหน้าที่และคุณสมบัติต่างๆ
ของระบบภูมิคุ้มกันโดยเฉพาะการทำงานของแอนติบอดี ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์เช่น
ในทางการแพทย์ใช้แอนตีบอดีในการวินิจฉัยจากปริมาณสารที่พบในโรคหรือสภาวะบางจากพลาสมาหรือเนื้อเยื่อ
และทางการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้นำมาใช้ในการวัดปริมาณของโปรตีนในตัวอย่างทางชีวภาพต่างๆ